• สินค้าในรถเข็น : 0 ชิ้น
  • หน้าหลัก สินค้าใหม่ ? สินค้าพิเศษ ชำระเงิน แจ้งชำระเงิน แจ้งรหัสพัสดุสาระน่ารู้
  • สมัครสมาชิก
  • เข้าสู่ระบบ
  • ติดต่อเรา
  • 2013-03-28 11:23:00
    “การรังแกกัน” ของเด็ก

    ต้นตอของปัญหาความรุนแรงในเยาวชน
    เด็กวัยรุ่นยกพวกตีกัน บาดเจ็บระนาว
    คลิปวิดีโอฉาว นักเรียนหญิงยกพวกตีกัน
    วัยรุ่นสาวใช้น้ำร้อนสาดหน้าคู่กรณีในร้านสะดวกซื้อ

    นี่คือข่าวคราวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เราได้ยินได้ฟังกันซ้ำๆ ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าดูเผินๆ ประเด็นปัญหาของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะอยู่ที่การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาของเด็กวัยรุ่นยุคนี้ แต่จริงๆ แล้วปัญหาความรุนแรงนั้นเป็นเพียงปลายเหตุ ขณะที่สาเหตุที่แท้จริงอยู่ที่ ปัญหาการรังแกกัน ระหว่างเด็กกับเด็กด้วยกันเองซึ่งเป็นปัญหาที่มีมาช้านานแล้ว แต่สังคมไม่ได้ตระหนักถึงและขาดการดูแลป้องกันปัญหาอย่างจริงจัง

    สรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหาของการรังแกกันอย่างละเอียด เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้เข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหานี้อย่างชัดเจน รวมถึงเสนอแนะวิธีการที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้ลูกของเราถูกรังแกและไม่ไปรังแกผู้อื่น โดยในเบื้องต้นคุณสรรพสิทธิ์ได้แบ่งลักษณะของการรังแกกันเป็น 3 กลุ่ม คือ

    1. เด็กจำนวนมากรังแกเด็กจำนวนน้อย
    2. เด็กจำนวนน้อยรังแกเด็กจำนวนมาก
    3. เด็กยกพวกตีกัน

    เด็กจำนวนมากรังแกเด็กจำนวนน้อย : สาเหตุมาจากสังคมเลือกปฏิบัติ

    กลุ่มแรก คือ เด็กจำนวนมากรังแกเด็กจำนวนน้อย ต้นตอของปัญหานี้มาจากสังคมที่เลือกปฏิบัติ การเลือกปฏิบัติเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกซึ้ง มีความเป็นมาที่ยาวนานเพราะมีทั้งส่วนที่เป็นเรื่องของขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละสังคมที่มีความแตกต่างกัน จุดหนึ่งที่สำคัญมากคือ การที่สังคมมีลักษณะของการเสี้ยมสอนเรื่อง คนละพวก ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขทางศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ ฯลฯ พื้นฐานเหล่านี้ก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรง คล้ายกับกติกาของฝูงสัตว์

    แม้จะเป็นสุนัขป่าด้วยกัน ถ้าตัวอื่นหลงฝูงเข้ามา จะถูกรุมฆ่าหรือทำร้ายขับไล่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องหนีให้พ้นจากเขตของฝูงนี้ จะมาอยู่ในบริเวณที่ฝูงนี้ครอบครองอยู่ไม่ได้ นี่เป็นสัญชาติญาณของการต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด เป็นระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้เข้มแข็งจึงจะอยู่รอด เพราะฉะนั้นถ้ารวมกลุ่มรวมฝูงกันแล้ว ก็จะต้องไปทำลายกลุ่มอื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่กลุ่มเดียว ทีนี้มนุษย์เวลามาเป็นสัตว์สังคม มนุษย์ไม่จำเป็นต้องนำกติกานี้เข้ามาใช้ด้วย มนุษย์มีกฎเกณฑ์กติกาทางสังคม

              แต่สังคมมนุษย์บางกลุ่มกลับกลายเป็นว่ายังใช้กติกาของป่าอยู่ คือ มีการแก่งแย่งชิงดี มีการแบ่งพวกถ้าคนอื่นหลงไปอยู่ในกลุ่ม ก็จะถูกรุมทำร้ายไม่ยอมให้อยู่ สังคมแบบนี้สามารถเห็นจากกการรวมกลุ่มในสังคมญี่ปุ่นที่ชัดเจนกว่าทุกสังคมในโลก กลุ่มเด็กญี่ปุ่นจะมีลักษณะของการกีดกันหรือทำร้ายรังแกเด็กอื่นที่มีอะไรแตกต่างจากตน ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ของกลุ่ม เพราะว่าสังคมญี่ปุ่นจะทำอะไรต้องทำเป็นกลุ่ม จำลองสถานการณ์ของป่าเข้ามาในสังคมมนุษย์ ถ้าแตกกลุ่มไปเมื่อไร ก็จะไม่สามารถอยู่ได้ เพราะฉะนั้นต้องรวมกลุ่ม

              พื้นฐานตรงนี้จะตอบคำถามว่าทำไมเด็กจำนวนมากไปรุมรังแกเด็กจำนวนน้อย สาเหตุคือ เด็กจำนวนน้อยมีอะไรที่แตกต่างไป อันดับแรกคือ การเรียน เด็กที่เรียนอ่อนจะถูกกีดกันจากเด็กที่เรียนดี เพราะถ้าเข้ากลุ่มแล้วอาจจะฉุดคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มลงไป เพราะฉะนั้นเด็กที่เรียนดีหรือเรียนปานกลางขึ้นไปจะไม่ต้องการรวมกลุ่มกับเด็กที่เรียนอ่อน อีกตัวอย่างคือเด็กต่างจังหวัดไปเข้าเรียนในโรงเรียนคนรวย มันจะเกิดการเลือกปฏิบัติ ไม่มีใครคบหาสมาคมกับเด็กจน เด็กคนนี้อาจจะได้ทุนการศึกษาพิเศษมา แต่เพื่อนคนอื่นเป็นลูกคนรวยหมด แค่เขาจะไปเที่ยวไหนกันก็ไปด้วยไม่ได้ เพราะไม่มีเงินจ่าย หรือในการเลี้ยงดูเด็กโดยทั่วไป

              พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะเลี้ยงดูเด็กให้มีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลอื่น เช่นบอกว่าเด็กว่าพวกนี้ไม่ใช่พวกเรา พวกนั้นจนอย่าไปยุ่งกับมัน กลายเป็นพื้นฐานว่าครอบครัวกับสังคม เสี้ยมสอนให้เด็กมีการเลือกปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยวิธีการเหมือนๆ กัน แต่จะเลือกปฏิบัติดีเฉพาะต่อคนที่ตัวเองยอมรับไม่ใช่คนที่อยู่นอกกรอบที่ตัวเองกำหนด กรอบที่ว่านี้อาจจะป็นกรณีคนละเชื้อชาติ คนละศาสนา เด็กพิการกับเด็กปกติ เด็กที่มีปัญหาส่วนตัวบางอย่าง เช่น ปัญหาการเรียนรู้กับนักเรียนที่ไม่มีปัญหา

              นอกจากเลือกปฏิบัติต่อคนอื่นแล้วบางทีพ่อแม่ก็เลือกปฏิบัติต่อลูก ปฏิบัติต่อลูกรักดีเยี่ยม แต่ปฏิบัติต่อลูกชังเลวร้าย ก็จะเกิดการรังแกกันระหว่างลูก 2 คน ถ้าสมมติลูกรักแก่กว่าก็จะข่มเหงรังแกลูกชังเพราะรู้สึกว่า คนนี้ไม่มีคุณค่าอะไรในบ้าน ไม่มีใครต้องการ แม้แต่พ่อแม่ก็แสดงออกตัวลูกรักก็จะรังแกคนนี้ แม้แต่อายุอาจจะน้อยกว่า ไม่แข็งแรงเท่าแต่ก็จะรังแกด้วยการยืมมือผู้ใหญ่ เช่น แกล้งทำเป็นร้องไห้ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อให้ผู้ใหญ่มาทำร้ายคนเป็นพี่ หรือตรงกันข้ามถ้าลูกรักเป็นเด็กตัวเล็ก ลูกชังเป็นพี่ พี่ก็จะมารังแกน้อง การเลือกปฏิบัติเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองจำนวนมากสร้างสมถ่ายทอดให้แก่เด็กโดยไม่รู้ตัว

    เด็กเป็นอันธพาลเพราะถูกทารุณกรรมและปล่อยปละละเลยทอดทิ้ง


              กลุ่มที่สอง เด็กจำนวนน้อยรังแกเด็กจำนวนมาก มีสาเหตุมาจากเด็กจำนวนน้อยมีปัญหาทั้งเรื่องพฤติกรรมหรือสุขภาพจิต โดยเฉพาะเด็กที่ถูกปล่อยปละละเลย ทอดทิ้งจากพ่อแม่ผู้ปกครอง หรืออาจถูกพ่อแม่กระทำทารุณกรรม ทำให้เด็กเหล่านี้เกิดโรคเครียด ทำให้มีอาการกลัว โกรธผู้กระทำ แต่ไม่สามารถตอบโต้ได้ ก็มีความเคียดแค้น เกิดความกังวลว่าจะถูกกระทำซ้ำอีก ความรู้สึก 3 อย่างนี้เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องทำให้เป็นโรคเครียด พอเป็นโรคเครียดก็มีอารมณ์แปรปรวน ต่อต้านสังคม ทำอะไรหุนหันขาดความยั้งคิด มีแนวโน้มใช้ความรุนแรง หวาดระแวงว่าคนอื่นจะคิดร้ายก็เลยชิงไปทำร้ายเขาก่อน เด็กพวกนี้เราจะเรียกกันว่า เด็กหัวโจกอันธพาล เป็นเด็กส่วนน้อยที่ไปรังแกเด็กส่วนใหญ่ รังแกทีละคน

    เด็กยกพวกตีกัน : ผลผลิตของสังคมเลือกปฏิบัติและทอดทิ้งเด็ก

              กลุ่มที่สาม เด็กยกพวกตีกัน เป็นเด็กที่มีความคาบเกี่ยวกับเด็ก 2 กลุ่มแรก มีองค์ประกอบจาก 2 ประเด็นคือ หนึ่ง เด็กเหล่านี้ถูกปล่อยปละละเลยทอดทิ้ง เด็กต้องการคนแนะแนวทางชีวิต เมื่อไม่มีใครเป็นที่ยึดเหนี่ยว ก็จะมารวมกลุ่มกันเพื่อยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน เด็กเหล่านี้โดยเฉพาะวัยรุ่นมีพัฒนาการในการรวมกลุ่มกันเป็นพื้นอยู่แล้ว โดยจะมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ในขณะเดียวกันก็จำลองเอาสัญชาตญาณอย่างสัตว์เข้ามา คือ การมีฝูง มีอาณาเขต มีสัญลักษณ์ของฝูง หรือของกลุ่ม ถ้าคนนอกกลุ่มล้ำอาณาเขตเข้ามาจะต้องถูกทำร้าย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กบางคนไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนแต่ฆ่ากันได้โดยไม่รู้สึกผิด ความรู้สึกแบบนี้ถูกสร้างขึ้นโดยวัฒนธรรมของกลุ่ม แรงยึดเหนี่ยวของกลุ่มคล้ายๆ กับในภาคใต้ ในอิรักที่มีการระเบิดพลีชีพ เด็กกลุ่มนี้มีลักษณะผสมผสานกัน การแก้ไขก็สลับซับซ้อนมากเนื่องจากจะต้องให้สังคมทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันแก้ไขป้องกันปัญหา ครอบครัวเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ที่ต้องให้สังคมทั้งหมดเข้ามาจัดการแก้ไขเพราะมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน จากเด็กที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง มาสู่เด็กที่ถูกปล่อยปละละเลย เมื่อสองปัญหานี้มารวมกันก็มีความรุนแรง

    ภัยจากการรังแก : ความเสียหายใหญ่หลวงต่อทรัพยากรบุคคลของประเทศชาติ

              เด็กที่ถูกรังแกบ่อยๆ อาจจะมีปัญหาด้านสติปัญญา หรือปัญหาพิการบางอย่าง เช่น การที่สมองส่วนหน้าไม่อาจทำงานเช่นปกติ อาจมีปัญหาการพัฒนากระบวนความคิด (Cognitive Development) ร่างกายอาจเล็กแคระแกร็นซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากภาวะขาดอาหาร หรือการมีความผิดปกติของฮอร์โมนการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นผลจากถูกพ่อแม่กระทำ ก็ทำให้เขามีพฤติกรรมไม่เหมือนเด็กทั่วไป คนทั่วๆ ไปไม่เข้าใจอาจรู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กแปลกๆ ก็เลยรู้สึกสนุกที่จะไปข่มเหงรังแก เด็กที่โดนรังแกเหล่านี้ พฤติกรรมจะเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีผู้ยิงเพื่อนตายไปนับสิบๆ คน เพราะมีพื้นฐานถูกรังแกมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเกิดความผิดปกติทางจิตใจสะสมกันยาวนานก็เอาปืนมาฆ่าคน มันสะท้อนให้เห็นถึงสังคมที่ไม่เอื้ออาทรกัน นอกจากกีดกันคนที่มีความแตกต่างจากตนแล้ว ยังพยายามทำลายหรือรังแก เพื่อกดดันให้ออกจากกลุ่มไป เหมือนวิธีการของฝูงสัตว์ ถ้าตัวอื่นหลงฝูงมาก็จะเข้าไปรุมทำร้าย ถ้าหนีไม่ทันก็ตามตามสัญชาติญาณป่า ซึ่งเป็นกลไกการทำงานของสมองแบบ Reptile ไม่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรองด้วยเหตุผลว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ทั้งนี้เพราะเด็กจำนวนมากไม่ได้ถูกฝึกให้คิดไตร่ตรองหาเหตุผลหรือรู้จักยับยั้งตนเอง หากเราปล่อยให้มีการรังแกกันมากๆ ก็จะบ่มเพาะเด็กที่มีพฤติกรรมเลวร้ายในการการรังแกคนอื่นและเด็กที่ถูกรังแกก็จะเก็บกด แล้ววันหนึ่งถึงจุดระเบิดก็อาจจะก่อผลเสียหายร้ายแรงในภายหลังอย่างที่เป็นข่าวได้

    พ่อแม่จะปลูกฝังลูกอย่างไรไม่ให้ไปรังแกคนอื่น

              1. พ่อแม่ควรปรับพฤติกรรมตัวเองก่อนในการเลือกปฏิบัติ แล้วต้องสอนให้เด็กยอมรับความแตกต่าง เช่น พอให้อะไรพี่ น้องก็จะร้องเอาแบบเดียวกันกับพี่ ต้องให้น้องเข้าใจว่าตัวเองยังไม่เติบโตพอจะใช้ของแบบเดียวกับพี่ใช้ พ่อแม่ต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจ ไม่ใช่ทำไมไม่ตามใจน้อง ให้น้องไปก่อนเดี๋ยวไปซื้อมาใหม่ ทำให้เด็กไม่เรียนรู้ว่าคนต้องมีการปฏิบัติที่แตกต่างกันได้ คนแต่ละคนมีขอบเขตที่เหมาะสมทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคมที่แตกต่างกันตามวุฒิภาวะ ตามสถานภาพทางสังคมหรืออื่นๆ ตรงนี้เด็กจะต้องเรียนรู้ว่าเป็นเรื่องปกติ คนจนกับคนรวยก็นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันได้

              2. สอนให้ลูกเรียนรู้ว่าความแตกต่างเป็นเรื่องปกติ ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปรู้สึกว่าอันนี้ดีไม่ดี เช่น คนๆ นี้จะหน้าตาท่าทางเป็นอย่างไร มันไม่เกี่ยวกับเราแต่มันเกี่ยวกับกฎธรรมชาติ ธรรมชาติทำมาอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องไปชอบหรือเกลียดไปให้คุณค่าว่าดีหรือไม่ดี แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักทำตรงกันข้าม เช่น บอกลูกว่าอย่าไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน พ่อแม่เขาจน พูดจาหยาบคาย แทนที่จะห้ามลูกเช่นที่ว่า ผู้ปกครองควรอธิบายให้ลูกฟังว่าการใช้คำพูดของเขาไม่เหมาะสม พ่อแม่ของเขาอาจจะไม่ตระหนักว่าคำพูดของลูกเขาเป็นคำไม่สุภาพ จะทำให้พ่อแม่ลูกมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นและจะไม่เกิดความรู้สึกแบ่งแยกพวกเขาพวกเราด้วย

              3. สอนให้ลูกรู้จักยอมรับคนอื่น คนที่มีปัญหา และให้ความช่วยเหลือ ให้มีน้ำใจต่อเขา เอื้อเฟื้อเอื้ออาทรต่อคนอื่น ให้ความช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่าเรา ทั้งนี้พ่อแม่ควรถ่ายทอดผ่านการกระทำ ไม่ใช่ผ่านคำพูด พ่อแม่ต้องประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น ลูกจึงจะมีพฤติกรรมเช่นนั้นเพราะเด็กจะเรียนรู้จากการกระทำเป็นหลัก

              4. สร้างบรรยากาศของครอบครัวให้มีความรัก ความเข้าใจ ความผาสุก

    จะป้องลูกอย่างไรจากการถูกรังแก

              1. พ่อแม่ควรต้องติดตามความเป็นไปของลูก หากลูกไปอยู่ในสถานการณ์แบบใดแบบหนึ่งเบื้อต้น เช่น ลูกถูกรุมรังแกเพราะลูกเราไม่เหมือนคนอื่น กรณีนี้ควรไปพูดคุยกับครูและผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้ว่าจะร่วมกันแก้ปัญหาอย่างไร จะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกข่มเหงรังแก โดยให้ลูกเรากับลูกเขาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ใช่ใช้วิธีว่าเด็กคนไหนรังแกลูกเราให้บอก แล้วไปจัดการเล่นงานเด็กพวกนั้นเอง วิธีการนี้แก้ปัญหาไม่ได้และก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงมากขึ้น คือ เราเองอาจจะต้องไปทะเลาะกับพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้น

              2. หากมีเด็กอันธพาลมารังแกลูกสาว ด้วยวิธีการร้ายแรงซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญา เช่น การทำร้ายร่างกาย ข่มขู่คุกคาม การถูกลักทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ กรณีนี้ต้องให้กลไกทางกฎหมายมาเกี่ยวข้องเพราะพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้ ไม่สามารถจะแก้ไขโดยวิธีการข้างต้นได้ ต้องมีกลไกทางกฎหมายมาช่วยเป็นกรอบ กรณีนี้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องตระหนักว่า ต้องแจ้งให้ผู้บังคับใช้กฎหมายทราบและเจรจากับทางโรงเรียนเพื่อใช้กฎหมายมาช่วยแก้ไขด้วย

  • EP4 : ปืนลูกโป่ง
  • EP.3 ร้านอาหารรถเมล์ BY น้องนโม (LOVELYKIDSTHAI.COM)
  • EP.2 กินเฟรนฟรายแบบไม่ธรมมดา BY น้องนโม (LOVELYKIDSTHAI.COM)
  • ความสุขปลูกได้ BY น้องนโม (LOVELYKIDSTHAI.COM)
  • เที่ยวราชบุรีวันเด็ก BY น้องนโม (LOVELYKIDSTHAI.COM)
  • รีวิวตลาดน้ำ 4 ภาค พัทยา BY น้องนโม (LOVELYKIDSTHAI.COM)
  • รีวิวบึงฉวาก ที่เดียวได้ครบ ไม่ไกลกรุงเทพ BY น้องนโม&น้องธรรมะ (ร้าน LOVELYK
  • แบ่งปันกัน BY น้องนโม&น้องธรรมะ (ร้าน LOVELYKIDSTHAI)
  • สวนสนุกในร่มจากญี่ปุ่น Kidzoona หรือ คิดส์ซูน่า
  • เที่ยวสงกรานต์ย้อนยุค ---- เมืองโบราณ สมุทรปราการ
  • คิดส์ซาเนีย กรุงเทพฯ (Kidzania Bangkok)
  • คาเมล รีพับบลิค, จังหวัดเพชรบุรี
  • พิพิธภัณฑ์ของเล่น Tooney Venue (Toy Museum), จังหวัดนนทบุรี
  • อุทยานการเรียนรู้ TK Park, กรุงเทพฯ
  • 12 วิธีสร้างสุขให้ลูกน้อย
  • 6 อัศวินกลุ่มอาหาร...ต้านภูมิแพ้
  • รีวิว FUNfesta สวนสนุกในร่ม ---- โรบินสัน ศรีสมาน
  • ทำไมเด็กถึงชอบแอลซ่า?
  • หน้าเด็กเปรี้ยว
  • เปลญวณ DIY
  • เทคนิคการสอนว่ายน้ำเด็ก
  • เทคนิคการใช้เครื่องพ่นยากับเด็กเล็ก
  • เทคนิคการหายใจเมื่อเริ่มเจ็บท้อง
  • เคล็ดลับ เมื่อลูกกินยากช่างเลือก
  • สมุนไพรคลายหวัด แก้ไข้ช่วงตั้งครรภ์
  • 5 อาหารเสี่ยง ที่แม่ท้องควรเลี่ยง
  • วิธีรับมือกับ 4 อาการป่วยของลูกน้อย
  • วัคซีนลำดับแรก สำหรับคุณแม่ท้อง!!
  • รังสีเอ็กซ์เรย์ เสี่ยงมะเร็งกับทารกในอนาคตหรือไม่?
  • แม่ท้องกับอาการท้องผูกอันตรายกับทารกในครรภ์หรือเปล่า???
  • เด็กพูดจาหยาบคาย
  • ฟัง MP3 ดังและนานเกินไป มีผลเสียต่อลูกในครรภ์
  • เคล็ดลับการเดินทางโดยทางเครื่องบินสำหรับเด็กเล็ก
  • เรามาดูความสำคัญของคำว่า "การเล่น" และ "พัฒนาการเด็ก"
  • หวานแบบไหน เหมาะกับแม่ตั้งครรภ์
  • สอนอะไรให้ลูกดี ก่อนวัย 3 ขวบ
  • ตั้งครรภ์ ก็สวยสดใสได้
  • กินคลายปัญหาหลังคลอด
  • 5 วิธีดูหนังให้สนุกสไตล์แม่ท้อง
  • ลูกขาดน้ำ...อันตราย
  • มหัศจรรย์ของเล่น...จากสิ่งแวดล้อม
  • ดูดนิ้ว นิสัยนี้หนูเลิกได้
  • 8 เคล็ดลับทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น
  • ประสาทสัมผัสฝึกได้ในทุก ๆ วันของชีวิต ประสาทสัมผัสกับการเรียนรู้
  • มื้อแรกของหนู
  • ไวรัสโรต้า อาจทำลูกรักพัฒนาการชะงัก
  • อิทธิพลของพ่อ ที่มีต่อลูกสาว
  • รู้ทัน 2 เชื้อโรคร้าย…เพื่อปกป้องลูกรัก
  • รักจะเลี้ยงสัตว์ ต้องรู้จักความปลอดภัย
  • 5 ปัญหายอดฮิต เรื่องพูดของลูก
  • คลอดในน้ำ ทางเลือก แม่คลอดธรรมชาติ
  • พัฒนาการด้านการได้ยินของลูกน้อย
  • เทคโนโลยี เสี่ยงทำลูกก้าวร้าว
  • เมื่อแม่ตั้งครรภ์เป็นหอบหืด
  • 3 สารเคมี ที่แม่ท้องต้องระวัง
  • พลิกตัวสิลูก
  • ไข้ออกผื่น ในเด็กเบบี๋
  • ความรุนแรงชะงักพัฒนาการเด็ก
  • ถ้าลูกสาววัยรุ่นมาบอกคุณแม่ว่าอยากแต่งหน้าไปโรงเรียน คุณแม่จะว่าอย่างไรคะ?
  • ถ้าลูกสาววัยรุ่นมาบอกคุณแม่ว่าอยากแต่งหน้าไปโรงเรียน คุณแม่จะว่าอย่างไรคะ?
  • สอนให้ลูกรู้ค่าของเงิน
  • เมื่อความรักของพ่อแม่กลายเป็นพิษ
  • เมื่อลูกเบื่ออาหาร ให้เพิ่มมันฝรั่งลงในอาหาร
  • ช่วยสอนให้ทำการบ้าน ก่อนที่จะสายเกินไป
  • ช่วยลูกให้เลิกตื่นนอนสายได้อย่างไร
  • จุกหลอกมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร ????
  • 7 เคล็ดลับการใช้ยาเด็ก
  • 6 กลยุทธ์การฝึกเป็นคุณพ่อมือใหม่
  • มารู้จักวัคซีนในเด็กกันเถอะ
  • ฝากเลี้ยงเนอสเซอรี่ ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ????
  • ทำอย่างไรให้การเรียนเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
  • จะขลิบปลายจำปี ให้ลูกดีหรือไม่
  • ความรู้เรื่องเครื่องปั้มนม
  • การลงโทษลูกโดยการไม่ตี แต่ได้ผลดี
  • ฝึกให้ลูกทำอะไรด้วยตัวเอง
  • กินนมแม่กลางคืน ไม่ทำให้ฟันผุเพิ่มขึ้นค่ะ
  • การเปลี่ยนแปลงเมื่อลูกอายุ 3-6 ปี
  • การเล่นของลูก และวิธีเลือกซื้อของเล่น
  • การให้นมแม่ช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ
  • เลือกที่เที่ยวให้เหมาะสมสำหรับเด็ก
  • ผลเสียของเด็กจากการดูทีวี
  • เตรียมลูกน้อยก่อนไปโรงเรียน
  • ผลเสียของการทานอาหารฟาสต์ฟู้ดมากเกินไป
  • 5 อันดับวัคซีนที่แม่ท้องควรฉีดระหว่างตั้งครรภ์
  • ผลเสียของการดื่มน้ำอัดลม
  • การผ่าคลอด
  • อันตราย! ของฟันผุในวัยเด็ก
  • ความรู้เกี่ยวกับ เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (Car seats)ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้
  • 20 เทคนิคง่ายๆ ในการให้นมลูก
  • ถ้าเด็กท้องเสีย คุณแม่ควรทำอย่างไร
  • ลูก สะอึก! แก้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ
  • ทำไมลูกไม่ยอมพูด
  • 6 วิธีง่าย ๆ ช่วยให้คุณลูกชอบเรียนหนังสือ
  • สี ก็มีส่วนในการสร้างพัฒนาของเด็กเหมือนกันน่ะ เนียะ !
  • การนอนช่วยสร้างพัฒาการให้เด็ก ๆ เป็นเรื่องสำคัญ !
  • ปัญหากลิ่นอับในเสื้อผ้าเด็ก เป็นปัญหาที่ไม่เล็กสำหรับทุกบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณแ
  • ชนิดและความแตกต่างของเสื้อผ้าเด็ก
  • 4 เทคนิค สร้างลูกฉลาดตั้งแต่ในครรภ์
  • เคล็ดลับดูแลเจ้าตัวน้อยแรกเกิด
  • การติดตั้ง “คาร์ซีท” ที่ถูกต้องหากพ่อแม่บางท่านยังไม่ทราบ
  • เลือกเสื้อผ้าให้ลูกอย่างไรห่างไกล "ผื่นภูมิแพ้"
  • ISR เทคนิคสอนเด็กว่ายน้ำ ป้องกันเด็กจมน้ำ
  • เล่นหยอดบล็อก (Sorting blocks) เสริมพัฒนาการลูกรัก
  • วิธีเลือกและใช้ คาร์ซีท ( Car seat )
  • 5 วิธีเลี้ยงลูกให้โตขึ้นมาเป็นโปรแกรมเมอร์
  • การดูแลรักษาเสื้อผ้าเด็กอ่อน
  • คำแนะนำการบีบ เก็บ ถนอม น้ำนมแม่
  • 4 เทคนิคช่วยให้ลูกนอนหลับได้นานขึ้น
  • เมื่อลูกมีอาการละเมอเดินจากที่นอนจะทำอย่างไร
  • 8 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับวัคซีนโรต้า
  • แว่นกันแดดเด็ก ไอเทมหน้าร้อนสุดฮิปสำหรับคุณหนู ๆ
  • นมแม่ สารอาหาร และความสะอาด เรื่องที่คุณแม่ต้องไม่พลาด
  • พร้อมหรือยัง…คว่ำ คืบ คลาน…แล้วนะ
  • หยุด! พฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อโรคจากการกิน
  • กินนมเท่าไร? ถึงจะ (ดี) พอ
  • ลูกน้อยแหวะนมเพราะ กรดไหลย้อน หรือเปล่า?
  • มะม่วงปั่น…อร่อยเหาะ
  • แก้นิสัยลูกชอบเถียง
  • พัฒนาการและการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัย 4 – 5 ปี
  • หยุดลูกกัดหัวนมแม่
  • ตามหาความสุขในยุควิกฤติ… ว.วชิรเมธี
  • 7 ข้อห้ามหลังคลอด
  • กินให้ดี..เพื่อลูกน้อยในครรภ์
  • 3 ข้อคิดก่อนตัดสินใจมีสัตว์เลี้ยงเมื่อลูกยังเป็นเด็กทารก
  • ทารกวัยแรกเกิดฟังเพลงโมสาร์ทบ่อยๆ จะเพิ่มความฉลาดได้ไหม
  • ฟื้นฟูผิวสวยหลังคลอด
  • คืนที่ลูกนอนไม่หลับ จะกล่อมลูกอย่างไรดี
  • ศิลปะพัฒนาสุขภาพจิต
  • ท้องร่วง...โรคยอดฮิตของหนู ๆ
  • ยุทธการสู้แดด ก่อนพาลูกเที่ยวทะเล
  • รับมือ...ผื่นหน้าร้อน
  • รักลูกให้เป็น ต้องรักอย่างไร
  • 4 ข้อคิดเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กให้ลูกวัย 1-3 ขวบ
  • 10 อุบัติเหตุที่แม่ท้องต้องระวัง
  • 5 วิธีสอนลูกรู้จักค่าของเงิน
  • แตงโม แดงจัดฉีดสีหรือไม่
  • เด็กยุคใหม่ ภาวะควบคุมตัวเองต่ำ
  • 8 อันตราย ! แม่ท้องต้องระวัง
  • สิ่งสำคัญ..ก่อนให้ลูก ทาครีมกันแดด
  • ธัญพืช อาหารดี ๆ ของแม่ตั้งครรภ์
  • ทำไมเด็กไม่กินผัก...ปัญหานี้มีคำตอบ
  • 8 เคล็ดลับ ให้นมแม่ได้สำเร็จ
  • ภัยเงียบที่ต้องระวัง..ไส้ติ่งอักเสบในเด็กเล็ก
  • โรคหวัดในเด็ก
  • เด็กเล็กกับการแปรงฟัน
  • หยุดกังวลใจเรื่องแผลผ่าคลอด
  • คลอดธรรมชาติเจ็บน้อยกว่าคลอดแบบผ่าตัด
  • วิธีดูแลสุขภาพคุณแม่ “คลอดปกติ” กับ “คลอดแบบผ่าตัด”
  • เริ่มนับเวลาที่จะได้พบหน้าลูกแม่
  • ยาป้องกัน การคลอดก่อนกำหนด
  • เริม VS คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์
  • ถ้าตั้งครรภ์หลังอายุเกิน 35 ปีจะมีผลกับทารกในครรภ์อย่างไร
  • ท้องนอกมดลูก ป้องกันได้
  • ทำไมถึงแท้งลูก
  • อยากตั้งครรภ์แล้วแต่กินยาคุมกำเนิดมานานต้องเตรียมตัวอย่างไร
  • เมนูสลัดรวมพลัง &โครเก็ตเจ้าปลาน้อย
  • ข้าวกล้องเด็กน้อย
  • เมนูไข่น้ำเนื้อนุ่ม
  • เมนูแกงจืดเด็กเส้น
  • แตงโมคลายร้อน (Mother&Care) เพื่อลูกน้อย
  • เรื่องหวานชื่นของลูกกับจุกนมหลอก
  • กินนมแม่แต่ยังท้องผูก
  • นอนกลางวัน สำคัญจริงหรือ
  • กินนมแม่แต่ยังท้องผูก
  • การเลี้ยงดูลูกในแนวทางของคนญี่ปุ่น
  • ออมเงิน ออมอนาคต
  • จะรู้ได้อย่างไร ว่าลูกพร้อมแล้วหรือยัง
  • บุก NICU ห้องดูแลคุณหนูคลอดก่อนเกณฑ์
  • รู้จักกับ โรคลมแดด
  • บุก NICU ห้องดูแลคุณหนูคลอดก่อนเกณฑ์
  • รับมือภาวะเด็กคลอดก่อนกำหนด
  • เมื่อเจ้าตัวดีขี้โมโห...
  • Magical Massage นวดให้หนูนอนสบาย
  • ไขปัญหา...เมื่อเจ้าหนูขี้กลัว
  • จับสังเกตสุขภาพของเบบี๋
  • เมื่อเจ้าตัวดีกระดูกหัก
  • จับสังเกตสุขภาพของเบบี๋
  • เมื่อลูกน้อยกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • เรื่องอึ! ของวัยเบบี๋
  • ระวัง..ภาวะตกเลือดหลังคลอด
  • พ่อครับ ทำไมไม่มีแม่
  • ระวัง..ภาวะตกเลือดหลังคลอด
  • ผาดโผนเกินไปหรือเปล่านะ
  • ปลูกรักในใจลูก
  • ผาดโผนเกินไปหรือเปล่านะ
  • นอนถูกท่าช่วยพัฒนาการเรียนรู้
  • ทำไม...นมแม่ดีที่หนึ่งเลย
  • อีสุกอีใส ต้องใช้วัคซีนหรือเปล่านะ
  • อย่างไรที่เรียกว่าเติบโตสมวัย
  • เทคนิคการดูแลความสะอาดของเจ้าหนูแรกเกิด
  • เจ้าหมาน้อย...พันธุ์ดุ
  • เทคนิคการดูแลความสะอาดของเจ้าหนูแรกเกิด
  • หนูเกลียดมะเขือเทศ
  • รักลูกให้ตี ดีจริงหรือ
  • รับมือกับวัยต่อต้านอาหาร
  • อาหารเสริมที่โฆษณาในทีวี
  • เทคนิคง่ายๆ สร้างเสริมวินัยให้กับลูกน้อย
  • หลากคำถามกับออทิสติก
  • เมื่อลูกชายไม่ถูกกับพ่อ
  • หลากคำถามกับออทิสติก
  • รักนะ...เจ้าเด็กดื้อ
  • อยากรู้ไหม ว่าลูกน้อยคิดอะไรอยู่
  • เอาชนะภูมิแพ้ แค่เรื่องง่ายๆ
  • พัฒนาการทารกน้อยเดือนที่ 4
  • พัฒนาการเดือนที่ 6 เริ่มเรียนรู้โลกภายนอก
  • พัฒนาการเดือนที่ 5 เจ้าหนู...พลิกตัวคล่องแล้ว
  • พัฒนาการเดือนที่ 7 เจ้าหนูอยากรู้....เริ่มสำรวจโลกใกล้ตัว
  • พัฒนาการเดือนที่ 9 ผู้ใหญ่ตัวน้อย
  • พัฒนาการเดือนที่ 8 สิ่งรอบตัวเร้าใจ
  • พัฒนาการเดือนที่ 10 เป็นตัวของตัวเอง
  • ห่อตัวลูกน้อยให้อบอุ่น
  • พัฒนาการเดือนที่ 11 หนูทำได้นะ
  • นมแม่กับ BPA
  • พัฒนาการเดือนที่ 12 เย้! หนูเดินได้แล้ว
  • นมแม่กับ BPA
  • ลูกน้อยร้องเพราะอะไร
  • เย้! ฟันหนูขึ้นแล้ว
  • ลูกน้อยร้องเพราะอะไร
  • นิสัยไม่ดี เลิกเสียทีเถอะลูก
  • คู่มืออาหารวัยขวบปีแรก
  • นอนกับลูก อบอุ่นแต่อันตราย
  • ออกกำลังกาย รับลมหนาวกันเถอะ
  • โรคหัวใจในเด็ก น่ากลัวหรือไม่
  • แม่ท้องกับความเชื่อโบราณ
  • คำถามที่คุณพ่อ (มือใหม่) อยากรู้
  • เมื่อตาดีๆ ต้องมีแผล
  • คำถามที่คุณพ่อ (มือใหม่) อยากรู้
  • เลี้ยงเด็กยุคใหม่ ต้องใช้สันติวิธี
  • เมื่อลูกป่วยหลังงานปาร์ตี้
  • เมนูอร่อยจากผักผลไม้
  • นอนถูกท่าช่วยพัฒนาการเรียนรู้
  • เมนูอร่อยจากผักผลไม้
  • ฉลองปีใหม่ด้วยกิจกรรมแบบนี้สิ..พวกหนูชอบนะ!
  • ความคิดสร้างสรรค์ สร้างได้ผ่านการเล่น
  • ฉลองปีใหม่ด้วยกิจกรรมแบบนี้สิ..พวกหนูชอบนะ!
  • เรื่องป่วยของลูก ที่พ่อต้องรู้!
  • ดูพ่อทำดี แล้วทำดีให้พ่อดู
  • 20 กิจกรรมดีๆ ที่คุณพ่อสามารถทำกับลูกได้
  • อาบน้ำสระผมให้ลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องยาก
  • สุดยอดคุณพ่อ...คุณก็เป็นได้
  • ภูมิแพ้...หนูไม่แพ้นะ
  • นมแพะกับนมแม่
  • คู่มือเล่นกีฬาแบบปลอดภัย
  • เด็ก ๆ จะ ออกกำลังกายเมื่อไรดี
  • เมื่อลูกรักมีน้ำหนักมากเกินไป
  • ทำไมลูกดื้อ เกิดอะไรขึ้นกับสมอง
  • อุ้มลูกรักแบบถูกวิธี สานสัมพันธ์แม่ลูก
  • กฎหมายกับครอบครัว
  • ทฤษฎีสมองซีกซ้าย สมองซีกขวา
  • เล่นเสริมสมองให้เจ้าหนูในขวบปีแรก
  • ทฤษฎีพหุปัญญา Theory of Multiple Intelligences
  • ทฤษฎีพหุปัญญา Theory of Multiple Intelligences
  • เล่นเสริมสมองให้เจ้าหนูในขวบปีแรก
  • 4 เคล็ดลับในการเลือกของเล่นให้ลูกน้อย
  • สอนใ้ห้ลูกรู้จักคำว่า แพ้
  • สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้
  • Slow Life ใช้ชีวิตแบบช้าแต่ชัวร์
  • น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของทารกวัยแรกเกิด – 1 ขวบ
  • 4 ข้อคิดเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กให้ลูกวัย 1-3 ขวบ
  • ให้ลูกกินอาหารเสริมในช่วง 6 เดือนแรก ทำให้ลูกเป็นโรคภูมิแพ้
  • เล่นกับลูกให้บ่อยๆ ลูกจะฉลาดกว่าจริงเหรอ
  • มาเตรียมอุปกรณ์ในห้องนอนลูกดีกว่าค่ะ
  • เล่นกับลูกให้บ่อยๆ ลูกจะฉลาดกว่าจริงเหรอ
  • มาเตรียมอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำให้ลูกดีกว่าค่ะ
  • 10 ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  • มาเตรียมอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำให้ลูกดีกว่าค่ะ
  • พูดคุยกับลูกเวลาลูกดูดนมทำให้ลูกรักเรามากขึ้นได้จริงเหรอ
  • 5 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับนมแม่
  • เราจะดูแลเต้านมและหัวนมตัวเองอย่างไรในช่วงให้นมลูก
  • ทำไมเวลาลูกดูดนมเสร็จต้องให้ลูกเรอทุกครั้ง
  • เด็กทารกแรกเกิดต้องกินนมแค่ไหนถึงจะพอ
  • จะรู้ได้ไงว่าลูกร้องเพราะหิวนม
  • เด็กทารกแรกเกิดต้องกินนมแค่ไหนถึงจะพอ
  • ปัญหาการแพ้นมในเด็กทารก
  • หลังคลอดลูกแล้วสามารถเบิกเงินช่วยเหลือจากประกันสังคมได้หรือเปล่า
  • 3 ข้อคิดก่อนตัดสินใจมีสัตว์เลี้ยงเมื่อลูกยังเป็นเด็กทารก
  • ทารกวัยแรกเกิดฟังเพลงโมสาร์ทบ่อยๆ จะเพิ่มความฉลาดได้ไหม
  • เมื่อคุณแม่ล้มป่วยแล้วยังควรให้ลูกกินนมแม่ต่อไหม?
  • ทารกวัยแรกเกิดฟังเพลงโมสาร์ทบ่อยๆ จะเพิ่มความฉลาดได้ไหม
  • น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของทารกวัยแรกเกิด – 1 ขวบ
  • เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ลูกจะฉลาดกว่าเลี้ยงด้วยนมผงจริงเหรอ?
  • น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของทารกวัยแรกเกิด – 1 ขวบ
  • กฎหมายสิทธิเด็ก
  • “การรังแกกัน” ของเด็ก